Knowledge
Knowledge
Conventional และ Addressable Fire Alarm System ต่างกันอย่างไร
กันยายน 8, 2026
- Conventional แบ่งอาคารออกเป็นโซน แต่ละโซนมีอุปกรณ์หลายตัวต่อรวมอยู่บนวงจรหนึ่ง เมื่อมีอุปกรณ์ตัวใดทำงาน ตู้จะแสดงว่ามี Alarm ในโซนนั้น แต่ไม่ทราบว่าเป็นอุปกรณ์ตัวใดเข้าใจง่าย ติดตั้งตรงไปตรงมา แจ้งเหตุระดับโซน เหมาะกับอาคารเล็ก–ผังไม่ซับซ้อน ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า
- Addressable อุปกรณ์ทุกตัว (Detector, MCP, Sounder, I/O Module ฯลฯ) มี Address ดิจิทัลเฉพาะ ทำให้ตู้รู้ได้ว่า “อุปกรณ์ไหน” และ “ตำแหน่งใด” เป็นต้นทางของ Alarm หรือ Fault
- ระบุตำแหน่งละเอียดถึงอุปกรณ์ ฟังก์ชันขั้นสูงและ integration ดีกว่า เหมาะกับอาคารใหญ่–ซับซ้อน แต่ใช้ค่าอุปกรณ์และงานโปรแกรมสูงกว่า
หลักการทำงานของ Conventional
อุปกรณ์เริ่มสัญญาณ (Smoke, Heat, MCP ฯลฯ) ต่อรวมกันบนวงจร Initiating Device Circuit (IDC) ของแต่ละโซน
- เมื่ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเปลี่ยนสถานะ วงจรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า (เช่น short contact) ตู้แปลผลเป็น Alarm ของโซนนั้น แล้วสั่งงานวงจรแจ้งเตือน (Notification Circuit)
- ปลายวงจรแบบ Class B มักมี End of Line Resistor (EOLR) เพื่อให้ตู้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของวงจร (Supervision) ถ้าสายขาดหรือความต้านทานผิดปกติ ตู้จะแสดง Fault/Trouble
หลักการทำงานของ Addressable
ใช้ Signaling Line Circuit (SLC หรือ Loop) เชื่อมอุปกรณ์จำนวนมากเข้าตู้ควบคุมแบบสื่อสารสองทาง ตู้จะ “poll” อุปกรณ์ทีละตัวรับสถานะกลับมาพร้อม Address
- เมื่ออุปกรณ์ตัวใด Alarm/Fault ตู้จะแสดงหมายเลข Address และข้อความตำแหน่งที่กำหนดโปรแกรมไว้ พร้อมบันทึกเหตุการณ์และสั่งงาน Notification ตาม logic ที่ออกแบบ
- ระบบแบบ analogue addressable ยังสามารถอ่านค่าตัวแปร เช่น ระดับควัน หรือ drift ของเซนเซอร์ เพื่อใช้ฟังก์ชัน pre-alarm, alarm verification หรือ sensitivity adjustment ลด false alarm
ความแตกต่างด้านการระบุตำแหน่งเหตุเพลิงไหม้
- Conventional: ระบุได้ระดับ “โซน” เท่านั้น เช่น โซนชั้น 3 ปีกเหนือ ผู้ดูแลต้องเดินตรวจทุกอุปกรณ์ในโซนนั้นเพื่อหาจุดเกิดเหตุจริง
- Addressable: ระบุได้ระดับ “อุปกรณ์” เช่น Smoke Detector #023 ห้องประชุมชั้น 3 หน้าโถงลิฟต์ ทำให้ค้นหาตำแหน่ง Alarm/Fault ได้เร็วและแม่นกว่า
การเดินสาย: Zone vs Loop
Conventional – Zone Wiring
- แต่ละโซนใช่วงจร IDC แยกจากกัน อุปกรณ์หลายตัวใช้สายร่วมโซนเดียวกัน
- Class B: สายออกจากตู้ไปปลายสาย จบด้วย EOLR ไม่มีทางกลับเข้าตู้ อุปกรณ์หลังจุดสายขาดจะหายไปจากวงจร
- Class A: สายออกจากตู้วนกลับเข้าตู้ มีทางสำรอง เมื่อสายขาดบางช่วง ระบบยังสื่อสารอุปกรณ์ส่วนใหญ่ได้ แต่โครงสร้างซับซ้อนและใช้สายมากกว่า
Addressable – Loop Wiring
- ใช้ SLC/Loop เดียวหรือหลาย Loop เชื่อมอุปกรณ์จำนวนมาก ตู้สื่อสารกับทุกอุปกรณ์บนเส้นเดียว
- มักรองรับทั้ง Class A และ Class B ขึ้นกับผู้ผลิต และมี Short Circuit Isolator กระจายบนลูปเพื่อตัดช่วงสายที่ลัดวงจรไม่ให้กระทบทั้งลูป
อุปกรณ์ในแต่ละระบบแตกต่างกันอย่างไร?
Fire Alarm Control Panel
- Conventional Panel มีขั้วสายแยกตามโซน รับสัญญาณจากวงจร IDC แล้วแสดง Alarm หรือ Fault ในระดับโซนเท่านั้น ไม่สามารถระบุตัวตนอุปกรณ์รายจุดได้
- Addressable Panel ใช้บอร์ด SLC/Loop สื่อสารดิจิทัลกับอุปกรณ์ทุกตัว แสดง Address ชื่ออุปกรณ์ พิกัดพื้นที่ และเก็บ event log สำหรับการวิเคราะห์ย้อนหลังและงานบำรุงรักษา
Smoke Detector และ Heat Detector
- Conventional Detector ต่อรวมบน IDC ตามโซน เมื่อตัวใดทริกเกอร์ วงจรทั้งโซนจะถูกมองเป็น Alarm ทำให้ตู้ไม่ทราบว่ามาจากเครื่องใดโดยตรง
- Addressable แต่ละ Detector มี Address เฉพาะและส่งสถานะกลับตู้ทีละตัว รองรับการปรับ sensitivity และการวิเคราะห์ drift ของเซนเซอร์ในบางระบบเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ
Manual Call Point (Manual Pull / Break Glass)
- Conventional: MCP เป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่งในวงจรโซน เมื่อตู้แสดงว่าโซนนั้น Alarm เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจหน้างานว่าที่มาของสัญญาณคือ MCP หรือ Detector
- Addressable: MCP มี Address และชื่อ เช่น “MCP – North Stair Level 5” ทำให้รู้จุดที่ผู้ใช้อาคารกดแจ้งเหตุได้ทันทีและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จาก log
Sounder, Bell และ Strobe
- Conventional: ใช้วงจร Notification แยกจากวงจรตรวจจับ แบ่งเป็น Sounder Circuit ตามโซนหรือกลุ่มพื้นที่ และแสดงสถานะเป็นระดับวงจร
- Addressable: บางระบบมี sounder/strobe ติดบนลูป addressable หรือควบคุมผ่าน Output Module ทำให้สามารถโปรแกรมการทำงานเป็นลำดับ เช่น phased evacuation หรือ group alarm ได้อย่างยืดหยุ่น
Input / Output Module
- Conventional: มักใช้อุปกรณ์เสริมและรีเลย์ธรรมดา เชื่อมกับวงจรของตู้แบบ contact level ไม่ระบุตัวตนทีละจุด
- Addressable: ใช้ I/O Module แบบ addressable สำหรับอ่านสถานะหรือสั่งงานระบบอื่น เช่น พัดลม, damper, ปั๊มดับเพลิง, ประตู, ลิฟต์ ตู้รู้ว่า module ใดทำงานและอยู่ที่ไหน
Isolator และ End of Line Resistor
- Conventional: ใช้ EOLR ที่ปลายวงจร Class B เป็นองค์ประกอบสำคัญของการ supervision เพื่อให้ตู้ตรวจความสมบูรณ์ของสายและอุปกรณ์
- Addressable: ใช้ Short Circuit Isolator บนลูปเพื่อแบ่ง segment และจำกัดผลกระทบเมื่อเกิด short สาย ส่วน EOLR ยังถูกใช้ในวงจรที่ออกแบบเป็นแบบ conventional/monitoring ในระบบผสม
การแสดงผล Alarm, Fault, Supervisory
Conventional
- Alarm: ตู้แสดงโซนที่ Alarm และสั่งงานวงจร Notification ตามการตั้งค่าบนแผง โดยไม่ระบุหมายเลขหัวตรวจหรือ MCP
- Fault/Trouble: แสดงวงจรที่สายขาด ลัดวงจร หรือวงจรอุปกรณ์มีปัญหา โดยอ้างอิงจากค่า EOLR และการ supervision ของวงจร
- Supervisory: ใช้กับวงจรบางประเภทที่เฝ้าสถานะระบบอื่น เช่น สวิตช์วาล์วน้ำหรือ suppression แต่ยังแสดงในระดับวงจร ไม่ใช่ระดับอุปกรณ์รายตัว
Addressable
- Alarm: แสดง Address ชื่ออุปกรณ์ และพื้นที่ ทำให้รู้จุดที่เกิดเหตุได้ทันทีและสามารถจัดลำดับการตอบสนองตามความสำคัญของพื้นที่
- Fault/Trouble: แสดงถึงระดับอุปกรณ์หรือ segment ของลูป ช่วยให้ pinpoint สายขาด short หรืออุปกรณ์เสียได้เร็วขึ้น
- Supervisory: รายงานสถานะ abnormal ของอุปกรณ์และระบบที่ monitor อยู่ เช่น สถานะวาล์ว ปั๊ม หรือโมดูล พร้อม Address เพื่อสนับสนุนการจัดการเชิงระบบ
การตรวจสอบและค้นหาจุดขัดข้อง
- ในระบบ Conventional ทีมซ่อมต้องไล่วงจรตามโซน ตรวจทีละอุปกรณ์และสาย โดยอาศัย diagram และตำแหน่ง EOLR เพื่อบอกว่าปลายสายอยู่ที่ใด ซึ่งใช้เวลาและแรงงานมากในโซนที่มีพื้นที่กว้างหรือซับซ้อน
- ในระบบ Addressable การใช้ข้อมูล Address, event log และ loop map ทำให้หาจุดเสียได้เร็วขึ้น ตู้มักบอกได้ว่าอุปกรณ์ใดไม่ตอบสนองหรือ Fault อยู่ระหว่างอุปกรณ์หมายเลขใด ทำให้งานบำรุงรักษาเป็นระบบและประหยัดเวลาขึ้นมากเมื่อเอกสารประกอบดี
ความสามารถในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุมในอาคาร
Addressable ทำ integration ได้ยืดหยุ่นกว่า แต่ Conventional ก็เชื่อมต่อได้ผ่านรีเลย์/โมดูลพื้นฐาน
- ระบบควบคุมควันและพัดลมระบายอากาศ: ใช้โมดูลหรือรีเลย์สั่งงานพัดลม, smoke damper หรือระบบ HVAC ให้เข้าสู่โหมดควบคุมควัน เมื่อมี Alarm ในพื้นที่ที่กำหนด
- ลิฟต์และประตูหนีไฟ: Fire alarm ส่งสัญญาณไปยังชุดควบคุมลิฟต์สำหรับ fire recall และไปยังระบบประตูหนีไฟเพื่อปลดล็อก/ปิดตาม sequence ที่ออกแบบ
- ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (sprinkler, suppression): Monitor สถานะ flow switch, valve supervisory และสั่ง actuation/monitoring ตามที่ NFPA 72 กำหนด
- ระบบบริหารจัดการอาคาร (BMS/BAS): ใช้ interface (เช่น I/O module, gateway, protocol integration) เพื่อส่งสถานะ Alarm/Fault ไปยัง BMS ให้ควบคุมลิฟต์, แสงสว่าง, HVAC และ logging รวมใน dashboard
Addressable vs Conventional เหมาะกับอาคารประเภทใด
Conventional
- อาคารขนาดเล็ก–ผังตรงไปตรงมา เช่น office ขนาดเล็ก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านโชว์รูม พื้นที่ไม่เกินระดับหนึ่งและค้นหาจุดเหตุจากโซนได้ไม่ยาก
- งบลงทุนเริ่มต้นจำกัด และไม่มีแผนขยายระบบให้ซับซ้อนมากในอนาคต โดยที่ข้อมูลระดับโซนเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
Addressable
- อาคารขนาดกลาง–ใหญ่ มีหลายชั้น หลายปีก หรือผังซับซ้อน ต้องการข้อมูลตำแหน่งละเอียดและการตอบสนองเร็ว เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงงาน หรืออาคารสำนักงานใหญ่
- มีความต้องการ integration กับ BMS ระบบควบคุมควัน ลิฟต์ หรือ suppression และต้องการ event logging รวมถึงฟังก์ชันขั้นสูงสำหรับการบริหารระบบในระยะยาว
ตารางเปรียบเทียบ Conventional และ Addressable Fire Alarm
| ประเด็น | Conventional | Addressable |
|---|---|---|
| การระบุเหตุ | ระดับโซน | ระดับอุปกรณ์รายตัว |
| การเดินสาย | IDC แยกโซน, Class B + EOL | SLC/Loop รวมอุปกรณ์, มี isolator, Class A/B ขึ้นกับผู้ผลิต |
| การแสดง Alarm/Fault | แสดงโซน/วงจรเท่านั้น | แสดง Address, ชื่ออุปกรณ์, log เหตุการณ์ |
| Integration | รีเลย์พื้นฐาน, โมดูลบางส่วน | โมดูล addressable, gateway, ผูก sequence ได้ละเอียด |
| การขยายระบบ | เพิ่มโซน/ตู้, สายเยอะในอาคารใหญ่ | เพิ่มอุปกรณ์บนลูป, scale ดีในอาคารซับซ้อน |
| การบำรุงรักษา | หา Fault ช้ากว่า, ไล่วงจรตามโซน | หา Fault เร็วกว่า, ใช้ Address + log + loop map |
| อาคารเหมาะ | เล็ก–ผังง่าย, งบจำกัด | กลาง–ใหญ่–ซับซ้อน, high occupancy, ต้องการ integration |
แนวทางเลือก Fire Alarm System ให้เหมาะกับโครงการ
- ประเมินขนาดและความซับซ้อนของอาคาร: ถ้าอาคารเล็กและผังง่าย Conventional มักตอบโจทย์ แต่ถ้าอาคารหลายชั้น หลายปีก หรือมีหลายระบบต้องทำงานร่วม Addressable จะเหมาะกว่า
- ดูความต้องการด้านข้อมูลและ response time: ถ้าต้องการรู้ “จุด” Alarm/Fault อย่างละเอียดเพื่อให้ทีม FM/HSE ทำงานเร็ว ให้เอนไปทาง Addressable
- พิจารณา integration: หากมี BMS, ระบบควัน, ลิฟต์, suppression ที่ต้องผูก logic จำนวนมาก Addressable จะจัดการได้ยืดหยุ่นกว่า
- คิด Total Cost of Ownership: รวมค่าติดตั้ง, ค่าเดินสาย, ค่า commissioning, เวลาบำรุงรักษา และโอกาสในการขยายระบบ อย่าดูเฉพาะราคาต่อจุดในวันแรก
- ตรวจข้อกำหนดและมาตรฐาน: เลือกชนิดระบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรฐาน NFPA/EN/อื่น และข้อกำหนดของ AHJ/หน่วยงานอนุมัติในพื้นที่นั้น
คำถามที่พบบ่อย
Conventional ถูกกว่าเสมอไหม?
มักถูกกว่าในอาคารเล็ก แต่ในอาคารใหญ่ เมื่อคิดค่าเดินสายเพิ่มและเวลาในการหา Fault/Alarm รวมระยะยาว Addressable อาจคุ้มกว่าในบางกรณี
Addressable จำเป็นสำหรับทุกอาคารหรือไม่?
ไม่จำเป็นสำหรับอาคารเล็ก–ผังง่ายที่ข้อมูลระดับโซนเพียงพอ แต่ในอาคารขนาดกลาง–ใหญ่หรือระบบซับซ้อน Addressable มักเป็นทางเลือกหลักเพื่อความปลอดภัยและการบริหาร
ทั้งสองระบบเชื่อมกับ BMS ได้ไหม?
ทำได้ทั้งคู่ หากออกแบบ interface ถูกต้อง แต่ Addressable ให้ข้อมูลละเอียดและเพิ่มจุดเชื่อมต่อได้ง่ายกว่าในงาน automation ขนาดใหญ่
ถ้ามี False Alarm บ่อย ระบบไหนจัดการง่ายกว่า?
Addressable เพราะสามารถตรวจระดับอุปกรณ์ ดู log และปรับ sensitivity หรือเปลี่ยนอุปกรณ์เฉพาะจุดตามข้อมูลที่ตู้ให้ได้ ส่วน Conventional ต้องใช้การไล่ตรวจทั้งโซน













































