ติดโซลาร์สำหรับนิติบุคคล ปี 2569 หักภาษีได้ 1.5 เท่า

ติดโซลาร์นิติบุคคล 2569 หักภาษีได้ 1.5 เท่า

เจาะลึก พรฎ. 805 สิทธิภาษีที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้าม

ค่าไฟกลายเป็นต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ของโรงงานและอาคารธุรกิจ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ใช่แค่
“โปรเจกต์สีเขียว” อีกต่อไป แต่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อบริหารต้นทุนระยะยาวและเพิ่มความสามารถทำกำไรของกิจการ
ภายใต้พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ภาคธุรกิจสามารถนำเงินลงทุนในระบบโซลาร์มาหักรายจ่าย
ทางภาษีได้รวมสูงสุด 1.5 เท่าของเงินลงทุนจริง (ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายและประกาศอธิบดีจะกำหนด)
ทำให้ ROI ของโปรเจกต์โซลาร์ดีขึ้นทั้งในงบกำไรขาดทุนและกระแสเงินสด


สารบัญ


สิทธิประโยชน์หักรายจ่าย 1.5 เท่าสำหรับโซลาร์นิติบุคคล คืออะไร?

ตาม พรฎ. 805 (มาตรา 4) ธุรกิจที่ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
เช่น ระบบโซลาร์รูฟท็อป แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และอุปกรณ์ประกอบที่เกี่ยวข้อง
สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้รวมสูงสุด 1.5 เท่าของเงินลงทุนจริง
ในทรัพย์สินที่เข้าเกณฑ์และได้รับการรับรองตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับธุรกิจที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ นี่คือ “สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้” เพิ่มเติมจากค่าเสื่อมราคาปกติ
ซึ่งช่วยลดต้นทุนสุทธิของโครงการโซลาร์ตั้งแต่ปีภาษีที่เริ่มใช้สิทธิ (ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมสรรพากรจะประกาศกำหนด)

ใครมีสิทธิใช้มาตรการโซลาร์ 1.5 เท่า?

  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล และมีค่าใช้จ่ายลงทุนในเครื่องจักร/อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือระบบโซลาร์ที่เข้าเกณฑ์
  • บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) ที่ดำเนินธุรกิจ เช่น เจ้าของกิจการ อาคารให้เช่า เป็นต้น และมีค่าใช้จ่ายลงทุนในเครื่องจักรหรือระบบโซลาร์ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรการนี้ (โดยการใช้สิทธิจริงจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรตามประกาศอธิบดีที่จะออกมารองรับ)
  • ผู้ออกแบบหรือลงทุนในทรัพย์สินที่เข้าข่าย “เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน”
    หรือโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

สำหรับบุคคลธรรมดา แนวทางการเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายและการจัดทำบัญชี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีอีกครั้ง
เมื่อมีรายละเอียดจากประกาศอธิบดีกรมสรรพากรออกมาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การใช้สิทธิสอดคล้องกับกฎหมายทุกประการ

โครงสร้างสิทธิประโยชน์ 1.5 เท่า

  • สิทธิฐาน 100% (ค่าใช้จ่ายปกติ)
    บันทึกค่าใช้จ่ายหรือค่าเสื่อมราคาในระบบโซลาร์ได้ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติ
    ตามอัตราและอายุการใช้งานของทรัพย์สิน
  • สิทธิเพิ่มเติม 50% (ยกเว้นภาษีพิเศษ)
    ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 50% ของยอดลงทุนในเครื่องจักร/อุปกรณ์โซลาร์ที่เข้าเกณฑ์
    ถือเป็น “รายจ่ายที่มีสิทธิหักได้เพิ่มขึ้น” สำหรับการคำนวณภาษี ตามหลักเกณฑ์ของ พรฎ. 805

กล่าวโดยสรุป ทุก 1 บาทที่ลงทุนในระบบโซลาร์ ธุรกิจสามารถนำไปหักรายจ่ายทางภาษีได้รวม 1.5 บาท
ซึ่งช่วยลดภาระภาษีของธุรกิจ และทำให้จุดคุ้มทุน (Payback Period) ของโปรเจกต์โซลาร์สั้นลง

เพื่อให้เห็นภาพว่า “1.5 เท่า” นี้มาจากไหน และเปลี่ยนเป็น “เงินสดที่ประหยัดได้” อย่างไร สามารถอธิบายได้ดังนี้

1. สูตรคำนวณ 1 + 0.5

สิทธิประโยชน์นี้แบ่งเป็น 2 ก้อนหลัก ๆ คือ

  • ก้อนที่ 1 (100%) คือค่าใช้จ่ายตามจริงที่ธุรกิจจ่ายไป (บันทึกเป็นค่าเสื่อมราคาตามปกติ)
  • ก้อนที่ 2 (50%) คือ “โบนัสพิเศษ” จาก พรฎ. 805 ที่ให้หักเพิ่มได้อีกครึ่งหนึ่งของเงินที่จ่ายไป โดยไม่ต้องควักเงินสดเพิ่ม
  • ผลลัพธ์รวม ทุก 1 บาทที่ลงทุน กลายเป็นรายจ่ายในทางภาษีรวม 1.5 บาท โดยรายละเอียดเรื่องวิธีและระยะเวลาการหักรายจ่ายส่วนเพิ่ม 50% จะต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่จะออกมากำหนด

2. ตัวอย่างผลกระทบต่อภาษี (เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น)

การหักรายจ่ายได้ 1.5 บาท ไม่ได้หมายความว่ารัฐจ่ายคืนให้ 1.5 บาท
แต่หมายความว่า “กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีจะลดลง” เช่น หากบริษัทมีกำไร 10 ล้านบาท
และใช้อัตราภาษี 20% จะต้องเสียภาษี 2 ล้านบาท

  • หากลงทุนโซลาร์ 1,000,000 บาท
  • จะได้สิทธิหักรายจ่ายทางภาษีรวม 1,500,000 บาท (ตามกรอบวิธีหักที่กฎหมายกำหนด)
  • กำไรที่นำมาคำนวณภาษีจะลดลงตามจำนวนรายจ่ายที่หักได้
  • ภาษีที่ต้องจ่ายลดลง ส่งผลให้ธุรกิจมีเงินสดเหลือมากขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีไม่ลงทุนโซลาร์เลย

ตัวอย่างนี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบาย “กลไกการลดฐานภาษี” ของสิทธิ 1.5 เท่าในเชิงแนวคิด
โดยวิธีการลงบัญชีและกระจายการหักรายจ่ายจริง จะต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง

3. เงื่อนไขหลักที่ต้องจำ

  • ต้องเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา มาตรา 40(5)-(8) ตามที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิใช้มาตรการนี้
  • ต้องเป็นของมือหนึ่ง แผงและอินเวอร์เตอร์ต้องเป็นทรัพย์สินใหม่ ไม่เคยใช้งานมาก่อน
  • ต้องมี e-Tax Invoice ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ต้องเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ต้องผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพสูง/ฉลากประหยัดพลังงานตามที่หน่วยงานรัฐกำหนด

เงื่อนไขสำคัญ

สเปกอุปกรณ์โซลาร์ต้องเข้าเกณฑ์ประหยัดพลังงาน

แม้มาตรการจะให้สิทธิสูง แต่ไม่ใช่ระบบโซลาร์ทุกรูปแบบจะใช้สิทธิ 1.5 เท่าได้
ควรเช็คสเปกและมาตรฐานให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา

1. ต้องเป็นอุปกรณ์โซลาร์ประสิทธิภาพสูง / เข้าเกณฑ์ประหยัดพลังงาน

  • อุปกรณ์ต้องเข้าเกณฑ์ “เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน”
    ตามบัญชีที่หน่วยงานรัฐกำหนด เช่น ฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5
    หรืออยู่ในบัญชีที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานรับรอง
  • ครอบคลุมระบบโซลาร์ทั้งระบบ เช่น แผงโซลาร์ (Solar Panel),
    อินเวอร์เตอร์ (Inverter), ระบบควบคุม และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
    ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

2. ต้องเป็นทรัพย์สินใหม่ ไม่เคยใช้งานมาก่อน

  • ต้องเป็นแผงโซลาร์และอุปกรณ์ใหม่ ไม่ใช่ของมือสองหรือทรัพย์สินที่ย้ายมาจากโครงการอื่น
    เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรการที่ต้องการกระตุ้นการลงทุนใหม่
  • ต้องติดตั้งเพื่อใช้งานจริงกับกิจการ เช่น โรงงาน อาคารสำนักงาน โกดัง หรืออาคารพาณิชย์ของธุรกิจ
    ไม่ใช่เพื่อขายต่อ

3. ระยะเวลาลงทุนต้องอยู่ในกรอบมาตรการ

  • ต้องมีการจ่ายเงินลงทุนและติดตั้งระบบให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด
    โดยปัจจุบัน มาตรการนี้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
  • หากการจ่ายเงินหรือติดตั้งแล้วเสร็จอยู่นอกกรอบเวลาดังกล่าว
    อาจไม่สามารถใช้สิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่าได้

เอกสารที่ต้องใช้

หัวใจของการใช้สิทธิภาษีจากการติดตั้งโซลาร์อยู่ที่ “หลักฐานเอกสาร”
ที่ต้องครบและตรงตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด โดยเฉพาะการใช้ e-Tax Invoice
ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการใช้มาตรการนี้

1. ต้องเป็น e-Tax Invoice จากผู้ขายที่จด VAT

  • ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป (Full e-Tax Invoice & e-Receipt)
    จากผู้ประกอบการโซลาร์ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้อง ตามแนวทางที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ใบกำกับภาษีกระดาษเดิม หรือใบเสร็จที่ไม่ออกในระบบ e-Tax
    ไม่เข้าเกณฑ์ใช้สิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่า

2. ห้ามใช้สิทธิซ้ำซ้อนกับ BOI หรือมาตรการอื่น

  • หากโครงการโซลาร์ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจาก BOI หรือ EEC อยู่แล้ว
    จะไม่สามารถใช้สิทธิ พรฎ. 805 กับโครงการเดียวกันได้ เพื่อป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน
  • ผู้บริหารควรมอบหมายให้ฝ่ายบัญชีและที่ปรึกษาภาษีเปรียบเทียบมูลค่าสิทธิประโยชน์จาก BOI/EEC
    กับสิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่า แล้วเลือกแนวทางที่ให้ผลรวมทางภาษีดีที่สุด

3. ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ

  • ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ชัดเจนว่าเป็น
    “อุปกรณ์โซลาร์/ระบบโซลาร์เซลล์ตามมาตรการประหยัดพลังงาน”
    เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายในกรณีสรรพากรเข้ามาตรวจ
  • จัดเก็บสัญญาติดตั้ง แบบแปลนระบบ ใบรับรองมาตรฐาน
    และเอกสารรับรองประสิทธิภาพพลังงานไว้ครบชุด
    เป็นแฟ้มเฉพาะของโปรเจกต์โซลาร์สำหรับใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม

ตัวอย่างการคำนวณสิทธิภาษีและผลต่อ ROI


เพื่อให้เห็นภาพเชิงตัวเลข สมมติว่าองค์กรลงทุนในระบบโซลาร์รูฟท็อปมูลค่า 2,000,000 บาท
(ไม่รวม VAT) และใช้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%

รายการการลงทุนลงทุนปกติ (ไม่มีมาตรการ)ลงทุนโซลาร์ภายใต้ พรฎ. 805 (หัก 1.5 เท่า)
ยอดเงินลงทุนจริง2,000,000 บาท2,000,000 บาท
รายจ่ายที่หักภาษีได้2,000,000 บาท (1 เท่า)3,000,000 บาท (1.5 เท่า)
มูลค่าภาษีที่ประหยัดได้ (อัตราภาษี 20%)400,000 บาท600,000 บาท


ผลต่างคือบริษัทประหยัดภาษีเพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท จากเงินลงทุนก้อนเดียวกัน
โดยตัวอย่างนี้แสดงให้เห็น “ศักยภาพของสิทธิ 1.5 เท่า” ในการลดภาระภาษีโดยรวม
โดยวิธีการลงบัญชีและกระจายการหักรายจ่ายจริง ต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เมื่อรวมกับการประหยัดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน โปรเจกต์โซลาร์สำหรับโรงงานหรืออาคารสำนักงาน
จะมี Payback ที่สั้นลง และช่วยเพิ่ม NPV/IRR ของโครงการให้เป็นที่ยอมรับในมุมมองผู้บริหารการเงินได้ง่ายขึ้น


คำถามที่พบบ่อย

Q: ถ้าบริษัทมีผลขาดทุน ยังมีประโยชน์จากมาตรการโซลาร์ 1.5 เท่าไหม?

A: ยังมีประโยชน์ในเชิงโครงสร้างภาษี เพราะรายจ่ายที่หักเพิ่มช่วยขยาย
“ผลขาดทุนทางภาษี (Tax Loss)” ที่สามารถยกไปหักกับกำไรในอนาคตภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
ช่วยลดภาระภาษีในวันที่ธุรกิจกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

Q: อุปกรณ์โซลาร์รุ่นไหนบ้างที่เข้าเกณฑ์ใช้สิทธิ 1.5 เท่า?

A: แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ ตรวจสอบร่วมกับผู้รับเหมาติดตั้งและซัพพลายเออร์
ว่าอุปกรณ์อยู่ในบัญชีสินทรัพย์ประหยัดพลังงานที่หน่วยงานรัฐรับรอง
พร้อมขอเอกสารยืนยันมาตรฐานและฉลากรับรองแนบแฟ้มเอกสารโครงการทุกครั้งก่อนปิดงบ

Q: ถ้าจะติดโซลาร์บนโรงงาน ควรวางแผนอะไรเป็นพิเศษ?

A: แนะนำให้โฟกัส 3 เรื่องหลัก คือ
(1) วิเคราะห์โหลดไฟฟ้าและกำหนดขนาดโซลาร์ให้เหมาะกับการใช้ไฟของกิจการ
(2) ประเมินทางเลือกด้านภาษี เช่น สิทธิ 1.5 เท่า เทียบกับสิทธิ BOI/EEC เพื่อดู Total Tax Benefit
(3) วางแผนเรื่องเอกสาร e-Tax Invoice และเอกสารทางเทคนิคตั้งแต่วันเริ่มโครงการ
เพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษีและการตรวจสอบจากสรรพากรในอนาคต


บทสรุปการติดโซลาร์ได้ทั้งลดค่าไฟและลดภาษี

มาตรการหักรายจ่ายโซลาร์ 1.5 เท่า ภายใต้ พรฎ. 805
ทำให้การลงทุนโซลาร์สำหรับนิติบุคคลกลายเป็นดีลที่ “คุ้มสองต่อ”
คือ ลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว และลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านสิทธิยกเว้นภาษีจากเงินลงทุนในเครื่องจักรประหยัดพลังงาน

สำหรับเจ้าของกิจการและผู้บริหารโรงงาน ปีภาษี 2569–2571
เป็นช่วงเวลาที่ควรใช้โอกาสจากมาตรการนี้ให้เต็มที่
โดยเลือกใช้อุปกรณ์โซลาร์ที่ผ่านเกณฑ์ประหยัดพลังงาน พร้อมจัดการเอกสาร e-Tax Invoice
และหลักฐานประกอบให้ครบตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทีมบัญชีใช้สิทธิหักรายจ่าย 1.5 เท่าได้อย่างมั่นใจ
และทำให้โปรเจกต์โซลาร์ตอบโจทย์ทั้งด้านการเงิน ภาษี และภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาว

หมายเหตุด้านภาษี:
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นจากพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 805
และข่าว/เอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐที่เผยแพร่ในปัจจุบัน
เพื่อใช้อธิบายภาพรวมของสิทธิ “หักรายจ่ายลงทุนได้ 1.5 เท่า” ในเชิงแนวคิดเท่านั้น
รายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น วิธีคำนวณและระยะเวลาการหักรายจ่ายส่วนเพิ่ม 50%
จะต้องเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่ออกตามมา
ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจใช้สิทธิในแต่ละกรณี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ติดต่อทีมงานวิศวกรของเราได้ทันที