Conventional Fire Alarm System คืออะไร

สารบัญ (Table of Contents)
- Conventional Fire Alarm System คืออะไร
- หลักการทำงานของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้แบบ Conventional
- การแบ่งโซน (Zone) สำคัญอย่างไร?
- อุปกรณ์หลักในระบบ Conventional
- ระบบ Conventional ทำงานอย่างไร
- ข้อดีของ Conventional
- ข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนเลือกใช้
- แนวทางออกแบบและแบ่ง Zone ให้ค้นหาจุดเกิดเหตุได้รวดเร็ว
- การติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบ
- เลือก Conventional Fire Alarm อย่างไรให้เหมาะ
- คำถามที่พบบ่อย
Conventional Fire Alarm System คืออะไร
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้แบบ Conventional คือระบบที่แบ่งพื้นที่ภายในอาคารออกเป็นโซน และส่งสัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับหรืออุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือกลับมายังตู้ควบคุมผ่านวงจรของแต่ละโซน เมื่อเกิดเหตุ ตู้จะบอกได้ว่าเหตุเกิดในโซนใด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอุปกรณ์ตัวใดที่ทำงาน
ในทางปฏิบัติ เมื่อตู้แสดงว่า Zone และเกิดการ Alarm ผู้ดูแลหรือทีมตอบสนองต้องเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในโซนนั้นเพื่อค้นหาจุดเกิดเหตุจริงอีกครั้ง ซึ่งต่างจากระบบ Addressable
หลักการทำงานของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้แบบ Conventional
ระบบ Conventional ทำงานโดยให้อุปกรณ์ตรวจจับและอุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือเชื่อมต่ออยู่บน Initiating Device Circuit (IDC) ของแต่ละโซน เมื่ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงาน สถานะของวงจรจะเปลี่ยนไป ตู้ควบคุมจึงตีความว่าโซนนั้นเกิดสัญญาณ Alarm
ตามแนวทางของ NFPA 72 ระบบ Conventional ส่วนใหญ่ใช้การเปลี่ยนแปลงกระแสหรือค่าความต้านทานในวงจรให้ตู้ควบคุมรับรู้เป็นสัญญาณแจ้งเหตุ และเมื่อมีอุปกรณ์ตัวหนึ่งทำให้วงจรเข้าสู่สถานะ Alarm แล้ว ระบบจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นอุปกรณ์ตัวใดในโซนนั้น ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นการแจ้งเหตุในระดับโซน
โดยทั่วไป ระบบจะมีอีกชุดวงจรสำหรับอุปกรณ์แจ้งเตือน เช่น กระดิ่ง ไซเรน หรือไฟกระพริบ ซึ่งเป็น Notification Appliance Circuit (NAC) แยกจากวงจรรับสัญญาณเริ่มเหตุ

การแบ่งโซน (Zone) สำคัญอย่างไร?
ระบบแบบ Conventional จะแบ่งอาคารเป็นหลาย ๆ โซน แล้วเดินสายอุปกรณ์ในแต่ละโซนกลับมาที่ตู้ควบคุมแยกกัน Zone คือหัวใจของระบบ Conventional เพราะเป็นหน่วยที่ใช้ระบุตำแหน่งเหตุ เมื่อออกแบบโซนได้ดี ผู้ใช้งานจะทราบได้เร็วว่าเหตุเกิดในพื้นที่ใด เช่น ชั้นใด ปีกอาคารใด หรือห้องกลุ่มใด ลดเวลาค้นหาและช่วยให้การตอบสนองมีประสิทธิภาพขึ้น
หากแบ่งโซนกว้างเกินไป เช่น รวมหลายห้อง หลายฟังก์ชัน หรือหลายทิศทางไว้ในโซนเดียว เวลามี Alarm ผู้ตรวจสอบต้องเดินค้นหาพื้นที่มากขึ้น ทำให้เสียเวลาและอาจกระทบต่อความแม่นยำในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุ
💡 ทริคการออกแบบ: หลักคิดที่ดีคือแบ่งโซนให้สอดคล้องกับการใช้งานอาคาร การเข้าถึงพื้นที่ และการค้นหาหน้างานจริง ไม่ใช่พิจารณาแค่จำนวนอุปกรณ์หรือความสะดวกในการเดินสายเพียงอย่างเดียว
อุปกรณ์หลักในระบบ Conventional
อุปกรณ์หลักของระบบมักประกอบด้วย ตู้ควบคุมระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้, เครื่องตรวจจับควัน, เครื่องตรวจจับความร้อน, อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือชนิดแบบกด, อุปกรณ์แจ้งเตือน เช่น Bell/Siren/Strobe และอุปกรณ์ปลายสายหรือ End of Line Resistor ที่ใช้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของวงจร
เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ทำงานร่วมกัน ตู้ควบคุมจะรับสัญญาณจากฝั่งตรวจจับ วิเคราะห์สถานะของวงจร แล้วสั่งงานฝั่งแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยรับรู้เหตุและดำเนินการตามแผนฉุกเฉิน
Fire Alarm Control Panel หรือ FACP/FACU เป็นศูนย์กลางของระบบ มีหน้าที่รับสัญญาณจากวงจรตรวจจับ แสดงผลสถานะ เช่น ปกติ ขัดข้อง หรือ Alarm และสั่งงานอุปกรณ์แจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุ
สำหรับระบบ Conventional หน้าจอตู้หรือไฟแสดงผลจะบอกได้ว่าโซนใดเป็นผู้ส่ง Alarm หรือ Trouble ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องใช้ข้อมูลโซนร่วมกับแบบระบบ ป้ายระบุโซน และการสำรวจหน้างานเพื่อค้นหาต้นเหตุจริง
Smoke Detector เป็นอุปกรณ์ที่ตรวจจับอนุภาคหรือผลกระทบจากควันที่เกิดจากการเผาไหม้ โดยรูปแบบที่ใช้กันแพร่หลายคือ Photoelectric ซึ่งอาศัยการกระเจิงของแสงภายในห้องตรวจจับ เมื่อมีควันเข้าสู่ห้องตรวจจับ แสงจะกระทบเซลล์รับแสงและทำให้เกิดสัญญาณ Alarm
ในภาพรวม Smoke Detector เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการการตรวจจับตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของเหตุ แต่การเลือกชนิดและตำแหน่งติดตั้งควรพิจารณาสภาพแวดล้อมจริง เช่น ฝุ่น ไอน้ำ การไหลเวียนอากาศ และโอกาสเกิดสัญญาณรบกวน เพื่อให้ระบบทำงานได้ไวโดยไม่เกิด False Alarm บ่อยเกินไป
Heat Detector เป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิที่สูงถึงจุดกำหนด หรือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว โดยชนิดที่พบได้บ่อยคือ Fixed Temperature และ Rate-of-Rise
อุปกรณ์ประเภทนี้มักเหมาะกับพื้นที่ที่ควัน ไอน้ำ หรือฝุ่นอาจทำให้ Smoke Detector เกิดสัญญาณรบกวนได้ง่าย เช่น บางพื้นที่บริการหรือพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการตรวจจับด้วยควัน อย่างไรก็ตาม Heat Detector มักตอบสนองช้ากว่า Smoke Detector ในเหตุเพลิงไหม้บางลักษณะ จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับความเสี่ยงของพื้นที่
Manual Call Point คืออุปกรณ์ที่ให้คนในอาคารสามารถแจ้งเหตุเพลิงไหม้ได้ด้วยตนเอง เช่น การกดหรือดึงคันโยกเพื่อส่งสัญญาณ Alarm ไปยังตู้ควบคุม
แนวทางมาตรฐานที่ถูกอ้างถึงใน NFPA ระบุว่าตำแหน่งติดตั้งมักอยู่ใกล้ทางออก และระดับใช้งานต้องเอื้อต่อการเข้าถึง เพื่อให้ผู้พบเหตุสามารถแจ้งเตือนได้รวดเร็วระหว่างอพยพ
- กระดิ่ง สัญญาณเสียง และไฟกระพริบ (Bell, Siren, Strobe)
อุปกรณ์กลุ่ม Notification Appliance มีหน้าที่แจ้งให้ผู้ใช้อาคารรับรู้ว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยอาจใช้เสียง แสง หรือทั้งสองแบบร่วมกัน เช่น Bell, Siren, Horn หรือ Strobe
การเลือกใช้อุปกรณ์แจ้งเตือนควรสัมพันธ์กับลักษณะอาคาร ระดับเสียงรบกวนในพื้นที่ และความต้องการด้านการรับรู้ของผู้ใช้งาน เพื่อให้สัญญาณเตือนสามารถรับรู้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุ ไม่ใช่เพียงมีอุปกรณ์ติดตั้งครบตามรายการ
- อุปกรณ์ปลายสาย (End of Line Resistor)
End of Line Resistor หรือ EOL เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ปลายวงจรเพื่อให้ตู้ควบคุมสามารถตรวจสอบความสมบูรณ์ของสายและอุปกรณ์ในวงจรได้ หากวงจรเกิดเปิดวงจร ลัดวงจร หรือความต้านทานผิดจากค่าที่กำหนด ตู้จะตรวจพบสถานะผิดปกติได้
แม้ผู้ใช้งานปลายทางอาจมองไม่เห็นบทบาทของ EOL มากนัก แต่อุปกรณ์ชิ้นนี้มีความสำคัญต่อการ Supervision ของระบบ เพราะช่วยให้รู้ว่าวงจรยังพร้อมใช้งาน ไม่ได้เสียหายแบบเงียบ ๆ โดยไม่มีใครทราบ
ระบบ Conventional ทำงานอย่างไร

- สภาวะปกติ (Normal State) ตู้ควบคุม (Fire Alarm Control Panel – FACP) จะส่งแรงดันไฟฟ้าต่ำๆ ออกไปเลี้ยงสายสัญญาณในแต่ละโซนตลอดเวลา กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านอุปกรณ์ตรวจจับ (Detector) ทุกตัวจนไปสิ้นสุดที่ตัวต้านทานปลายสายที่เรียกว่า EOL (End of Line Resistor) หากวงจรสมบูรณ์ ตู้จะตรวจสอบพบค่ากระแสไฟฟ้าที่ถูกต้อง จึงแสดงสถานะปกติ (Normal) ไม่มีไฟเตือน Alarm หรือ Fault
- เมื่อเกิดเหตุหรือพบสิ่งผิดปกติ (Alarm State) เมื่ออุปกรณ์ตรวจจับ (เช่น Smoke หรือ Heat Detector) หรือจุดแจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Call Point) ถูกกระตุ้น อุปกรณ์จะทำการ “ลัดวงจร” หรือเปลี่ยนความต้านทานในวงจรนั้นๆ ตู้ควบคุมจะตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในโซนนั้นทันที
- การตอบสนองของตู้ควบคุม (Activation) ตู้ควบคุมจะเปลี่ยนสถานะโซนนั้นเป็น Alarm แสดงผลผ่านไฟ LED หน้าตู้ว่าโซนไหนกำลังเกิดเหตุ (เช่น “โซน 2 Alarm”) สั่งการให้อุปกรณ์แจ้งเหตุ (Siren/Strobe) ในพื้นที่ทำงานทันที
- การเข้าตรวจสอบ (Investigation) เนื่องจากระบบ Conventional จะระบุตำแหน่งได้แค่ “โซน” เท่านั้น เจ้าหน้าที่อาคารต้องรีบไปยังโซนที่แจ้งเตือนเพื่อสำรวจหาจุดเกิดเหตุจริงในพื้นที่นั้นๆ
ขั้นตอนเหล่านี้ทำให้ Conventional สามารถแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้จะไม่ระบุหมายเลขหัวตรวจจับก็ตาม
ข้อดีของ Conventional
- โครงสร้างระบบไม่ซับซ้อน: ใช้หลักการแบ่งโซนและเดินสายแบบ Hard‑wire ทำให้ช่างไฟและผู้รับเหมา M&E เข้าถึงได้ง่าย
- ค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งเริ่มต้นไม่สูงมาก: ตู้ Conventional และหัวตรวจจับทั่วไปมีราคาต่ำกว่า Addressable อย่างชัดเจน เหมาะกับอาคารที่มีงบจำกัด
- เหมาะกับอาคารที่ Layout ตรงไปตรงมา: เช่น สำนักงานขนาดเล็ก–กลาง อาคารพาณิชย์ หอพัก โรงเรียน ที่แต่ละโซนไม่กว้างมากและไม่ซับซ้อน
ข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนเลือกใช้
ในขณะเดียวกัน Conventional ก็มีข้อจำกัดที่เจ้าของอาคารต้องเข้าใจ
- ไม่สามารถระบุตำแหน่งหัวตรวจจับได้: เมื่อ Alarm ตู้จะบอกเฉพาะ “โซนที่มีเหตุ” เจ้าหน้าที่ต้องเดินไล่ตรวจในโซนนั้นเอง
- การขยายระบบในอาคารที่ซับซ้อนอาจยุ่งยาก: ถ้าในอนาคตมีการเพิ่มห้องหรือแบ่งพื้นที่ใหม่ การจัดโซนให้เหมาะสมต้องวางแผนดี ไม่เช่นนั้นระยะค้นหาอาจยาวเกินไป
- การตอบสนองเหตุอาจใช้เวลามากกว่าในอาคารใหญ่: ในอาคารที่โซนหนึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้าง การเดินตรวจหาจุดจริงกินเวลา ทำให้ตอบสนองเหตุช้ากว่าระบบที่ระบุตำแหน่งแบบ Addressable
แนวทางออกแบบและแบ่ง Zone ให้ค้นหาจุดเกิดเหตุได้รวดเร็ว
การแบ่งโซนที่ดีควรยึดหลักให้ผู้ตอบสนองสามารถไปถึงพื้นที่ต้องสงสัยได้เร็วที่สุด เช่น แยกตามชั้น แยกตามปีกอาคาร หรือแยกตามประเภทการใช้งานของพื้นที่ แทนการรวมพื้นที่ห่างกันมากไว้ในโซนเดียว
แนวทางที่ช่วยได้ในทางปฏิบัติ ได้แก่
- แยกโซนตามขอบเขตที่คนหน้างานเข้าใจได้ทันที เช่น “ชั้น 2 ปีกตะวันออก” มากกว่าชื่อทางเทคนิคที่ตีความยาก
- หลีกเลี่ยงการรวมพื้นที่เสี่ยงต่างลักษณะไว้ในโซนเดียว เพราะทำให้การค้นหาและการวิเคราะห์สาเหตุทำได้ช้า
- จัดทำป้ายระบุโซนหน้าแปลนตู้ แบบ As-built และแผนผังโซนให้สอดคล้องกันทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเมื่อมี Alarm
- จำกัดขนาดโซนให้สัมพันธ์กับการเดินตรวจจริง หากโซนกว้างจนต้องใช้เวลาค้นหานานเกินไป ควรพิจารณาแยกโซนเพิ่ม
การติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบ
หลังติดตั้งแล้ว ระบบควรได้รับการทดสอบการทำงานของแต่ละโซน การแสดงผลที่ตู้ การทำงานของอุปกรณ์แจ้งเตือน และสถานะขัดข้องของวงจร เพื่อยืนยันว่าระบบตรวจจับ แจ้งเตือน และ Supervision ทำงานถูกต้อง
ในระยะยาว ต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามรอบ เช่น การทดสอบอุปกรณ์ตรวจจับ การตรวจสภาพแบตเตอรี่ การตรวจวงจรแจ้งเตือน และการเปลี่ยนอุปกรณ์เมื่อถึงอายุใช้งานที่กำหนด ซึ่งแนวทางอ้างอิงของ NFPA 72 ระบุช่วงการตรวจและการทดสอบไว้ชัดเจน
เลือก Conventional Fire Alarm อย่างไรให้เหมาะ
การเลือกระบบควรเริ่มจากการประเมิน 4 ปัจจัยหลัก คือ
- ขนาดของอาคาร: ระบบนี้เหมาะกับอาคารที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากข้อจำกัดในการระบุตำแหน่งอุปกรณ์
- ความซับซ้อนของผังอาคาร: หากผังอาคารมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ระบบ Conventional จะเพียงพอต่อการใช้งาน
- ความต้องการในการระบุตำแหน่ง: หากคุณต้องการเพียงทราบว่าเกิดเหตุใน “โซน” ใด (เช่น ชั้น 1, ชั้น 2) โดยไม่จำเป็นต้องระบุถึง “ตัวอุปกรณ์” ระบบนี้ถือว่าคุ้มค่าและเพียงพอแล้ว
- งบประมาณตลอดอายุโครงการ: ควรพิจารณาทั้งค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้ง แม้ระบบนี้จะมีราคาต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า แต่ต้องมั่นใจว่าสอดคล้องกับความต้องการในการใช้งานจริงในระยะยาว
แต่ถ้าโครงการมีแนวโน้มขยายพื้นที่ในอนาคต ต้องการตรวจหาจุด Alarm/Fault ได้เร็ว หรือมีทีมบริหารอาคารที่ต้องการข้อมูลละเอียดสำหรับการบริหารระบบ การพิจารณา Addressable ตั้งแต่ต้นอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q : Conventional บอกได้ไหมว่าเครื่องตรวจจับตัวไหนแจ้งเหตุ?
A : โดยหลักแล้วบอกไม่ได้ ระบบจะแสดงได้เพียงว่า Alarm มาจากโซนใด ไม่ใช่อุปกรณ์ตัวใด
Q : ระบบ Conventional ยังเหมาะกับงานใหม่หรือไม่?
A : ยังเหมาะในโครงการที่ขนาดไม่ใหญ่ ผังไม่ซับซ้อน และความต้องการข้อมูลระดับโซนเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
Q : EOL สำคัญหรือไม่?
A : สำคัญ เพราะช่วยให้ตู้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของวงจรและตรวจพบความผิดปกติ เช่น เปิดวงจรหรือค่าความต้านทานไม่ถูกต้องได้
Q : ควรใช้ Smoke Detector หรือ Heat Detector?
A : ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกพื้นที่ ต้องเลือกตามลักษณะความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ที่มีควัน ไอน้ำ หรือฝุ่นรบกวนอาจไม่เหมาะกับการใช้ Smoke Detector เพียงอย่างเดียว
ติดต่อทีมงานวิศวกรของเราได้ทันที

รัฐเตรียมสนับสนุน Solar Rooftop สูงสุด 50,000 บาท
Addressable Fire Alarm System คืออะไร?


On-Grid vs Hybrid ต่างกันอย่างไร?

Hazardous Area คืออะไร?












